เชลซีขอจบท็อปทรี! “ชิรูด์” พร้อมล่ารับวูล์ฟส์ที่ฟอร์มกำลังคึกนัดปิดฤดูกาล

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เน้นคว้าชัยเพื่อจบอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนให้ได้โดย โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ พร้อมลงตัวจริงปิดสกอร์ เกมรับ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ฟอร์มการเล่นกำลังแจ่ม  ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier HD 2  (เวลา : 22.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เชลซี (4)   –   วูล์ฟแฮมป์ตัน (6)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 2  (เวลา : 22.00 น.)

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมแพ้ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ 3-5 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ แลมพ์สไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าก็ชวดเหมือนเดิม 

    ส่วนตัวทีเด็ดอย่าง คริสเตียน พูลิซิช ที่เป็นแค่สำรองในเกมล่าสุด ก็มีลุ้นกลับมาออกสตาร์ตตามปกติ

    นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือวูล์ฟแฮมป์ตัน พาทีมชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ในเกมล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 3 เกมแล้ว   
 
    ความพร้อมเกมนี้ นูโน่ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ก็น่าจะยึดทีมจากเกมล่าสุดเป็นหลักต่อไปเหมือนเดิม

    นำโดยบรรดาขาประจำ ไม่ว่าจะเป็น วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่ และ ราอูล ฮิเมเนซ 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เชลซี (3-4-2-1) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คูร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – วิลเลี่ยน, คริสเตียน พูลิซิช – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-4-2-1) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, โรแม็ง แซสส์ – แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่, จอนนี่ กาสโตร – อดาม่า ตราโอเร่, ดีเอโก้ โชต้า – ราอูล ฮิเมเนซ   
    ผู้จัดการทีม : นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้     

    ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอ็ตต์เวลล์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
14/09/19    พรีเมียร์ลีก  วูล์ฟแฮมป์ตัน2 – 5เชลซี
10/03/19    พรีเมียร์ลีก  เชลซี1 – 1วูล์ฟแฮมป์ตัน
06/12/18    พรีเมียร์ลีก  วูล์ฟแฮมป์ตัน2 – 1เชลซี
19/02/17    เอฟเอ คัพ  วูล์ฟแฮมป์ตัน0 – 2เชลซี
26/09/12    ลีก คัพ  เชลซี6 – 0วูล์ฟแฮมป์ตัน

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เชลซี
22/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-5 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
14/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
11/07/20 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

วูล์ฟแฮมป์ตัน
20/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
15/07/20 เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/07/20 ชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/07/20 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/07/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

บทสรุปพรีเมียร์ลีกฤดูกาล2019/2020

    "ฟ้าถล่ม ดินทลาย สงคราม เชื้อโรคระบาด" ก็หยุดไม่อยู่ ! ลิเวอร์พูล ปลดแอก 30 ปีแห่งการรอคอยได้สำเร็จ หลังจากที่พวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยที่ 19 พร้อมกับทำคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 18 แต้ม

    "หงส์แดง" ปลดปล่อยความเจ็บช้ำหลังพลาดแชมป์ลีกซีซั่นที่แล้ว ให้กับ แมนฯ ซิตี้ เพียงแต้มเดียว ด้วยการระเบิดฟอร์มชนิดที่โลกทั้งใบต้องตกตะลึงเมื่อเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นจนกระทั่งมีแต้มทิ้งขาด "เรือใบสีฟ้า" ด้วยคะแนนแบบไม่เห็นฝุ่น

    ความสำเร็จที่เหล่าพลพรรค์ "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอมานานถึง 3 ทศวรรษได้สร้างสถิติที่น่าสนใจทั้งการได้แชมป์ลีกเร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นัดที่ 31 ของฤดูกาล ทั้งๆ ที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด และยังเป็นการทุบสถิติของคู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยทำได้เมื่อปี 2000/2001 ในตอนที่เหลืออีก 5 เกม

    นอกจากนี้ชัยชนะในเกมบุกสอย "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำให้ "เดอะ เร้ดส์" เก็บเพิ่มเป็น 99 คะแนน ทำให้พวกเขาทำลายสถิติ 97 คะแนนในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาสอยคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 


 

    ที่สำคัญ เจอร์เก้น คล็อปป์ สร้างทีมที่สุดแข็งแกร่งด้วยการเก็บชัยชนะ 32 เสมอ 3  แพ้ 3 แมตช์ ทำให้ "หงส์แดง" ทำสถิติเก็บชัยชนะในลีกมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ชนะ 32 เกมในฤดูกาล 2017/2018 และ 2018/2019)

    สำหรับโควตาสโมสรที่ได้ไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2020/2021 เป็นของ แมนฯ ซิตี้ รองแชมป์ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นจนนัดสุดท้ายด้วยการบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ยึดอันดับ 3 ได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 4 เป็นของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี โดยท็อปโฟร์ของลีกอังกฤษ ได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มทันที

    ในขณะนี้  เลสเตอร์ ต้องอกหักในช่วงโค้งสุดท้ายหล่นไปอยู่อันดับ 5  ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก สำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องลุ้นหนักในเกมสุดท้ายทำได้เพียงเสมอ คริสตัล พาเลซ แต่โชคดีที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้ เชลซี ส่งผลให้ "ไก่เดือยทอง" มีแต้มเท่ากับ วูล์ฟส์ 59 คะแนน แต่ผลต่างประตูได้เสียดีกว่า แซงรั้งอันดับ 6 เข้าไปเล่นถ้วยใบเล็กยุโรปในรอบคัดเลือกรอบสอง

 

 
     ส่วนของสามสโมสรที่ต้องบ๊ายบายพรีเมียร์ลีกได้แก่ "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด, "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ และ บอร์นมัธ ซึ่งถือเป็นการตกชั้นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกด้วย หลังจากที่อยู่โลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมานานถึง 5 ฤดูกาล
 
    ด้านสโมสรที่เลื่อนชั้นในซีซั่นหน้า ก็ต้องขอต้อนรับ ลีดส์ ยูไนเต็ด กลับสู่พรีเมียร์ลีก ในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วย เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน อันดับ 2 ซึ่งทั้งสองทีมได้เลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ ส่วนทีมสุดท้ายที่จะได้ตั๋วไปเล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต้องไปลุ้นเพลย์ออฟได้แก่ เบรนท์ฟอร์ด, ฟูแล่ม, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ สวอนซี ซิตี้

 


 

    ขณะที่ดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลนี้เป็นการครองตำแหน่งได้แก่ เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกจอมเก๋าจากเลสเตอร์ ที่ซัดไป 23 ประตู และทำให้เป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ได้ครอบครองรองเท้าทองคำ (Golden Boot ) ในวัย 33 ปี แซงหน้า ดีดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานกองหน้า เชลซี ที่ครองรางวัลนี้ในซีซั่น 2009/2010 ด้วยวัย 32 ปี

    ส่วนท็อปแอสซิสต์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เป็นของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์แมนฯ ซิตี้ ที่ผ่านบอลให้เพื่อนไป 20 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับ เธียร์รี่ อองรี ตำนานกองหน้าชาวฝรั่งเศสตอนที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล ในซีซั่น 2002/2003 โดยอันดับสองเป็นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล  ทำไป 13 ครั้ง และอันดับ 3 เป็นของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้าย "หงส์แดง" ทำไป 12  ครั้ง

 


 

    ด้าน เอแดร์ซอน  ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนของ แมนฯ ซิตี้ คว้าผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม หลังเก็บคลีนชีพในลีกซีซั่นนี้ไป 16 เกม ส่วนอันดับ 2 เป็นของ นิค โป๊ป  นายด่านของทีม เบิร์นลี่ย์ ที่เก็บคลีนชีตได้ 15 เกม ส่วน อลีสซง เบ็คเกอร์ เจ้าของตำแหน่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ทำได้ 13 เกม หล่นไปอยู่อันดับ 3 ร่วมกับ ดาบิด เด เคอา (แมนยู), ดีน เฮนเดอร์สัน (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด), รุย ปาทริซิโอ(วูล์ฟส์)  และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เลสเตอร์)


 

        ขณะที่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำฤดูกาลนี้ ต้องเลื่อนการประกาศผลออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมลิเวอร์พูล ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำซีซั่นของสมาคมนักข่าว (เอฟดับเบิ้ลยูเอ) และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของอังกฤษ ประจำปี 2019 ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ)

 


 

     *หมายเหตุ :  อาร์เซน่อล ยังมีลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก หาก "เดอะ กันเนอร์ส" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขณะที่ วูล์ฟส์ ต้องลุ้นให้ เชลซี ชนะ อาร์เซน่อล ในศึกเอฟเอ คัพ เพื่อตั๋ว ยูโรปา ลีก แต่ทัพ "หมาป่า" ยังมีลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก หากพวกเขาได้แชมป์ยูโรปา ลีก ในซีซั่นนี้

‘ชนาธิป’ ขึ้นที่หนึ่งร่วมเจ้าพ่อแอสซิสต์ หลังเจลีกผ่าน 7 นัด-เพื่อน ‘มุ้ย’ ติดด้วย

ภายหลังจากที่ ‘เจ’ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลย์เมกเกอร์คอนซาโดเล่ ซัปโปโร โชว์ฟอร์มแจ่มจัด 1 แอสซิสต์ให้กับเพื่อนร่วมทีม ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ "แชมป์เก่า" โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นแอสซิสต์ลูกที่ 4 ในเจลีก ฤดูกาล 2020 ของดาวเตะทีมชาติไทย
    หลังผ่านพ้นไป 7 นัดในลีกสูงสุดแดนอาทิตย์อุทัย กองกลางทีมชาติไทย วัย 26 ปี ขึ้นแท่นผู้ทำแอสซิสต์นำเป็นอันดับ 1 ร่วม โดยมี เคนตะ นิชิซาวะ นักเตะวัย 23 ปี ของชิมิสึ เอส-พัลส์ เพื่อนร่วมทีมของ ‘มุ้ย’ ธีรศิลป์ แดงดา และ ยูยะ คามิยะ แข้งแนวรุกวัย 23 ปีของคาชิว่า เรย์โซล และกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น ยู-23 ปี ชุดเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซีย ติดอันดับ 1 ทำแอสซิสต์ได้ 4 ลูกเช่นกัน

    ในส่วนของดาวซัลโวสูงสุดเวลานี้เป็นของ ไมเคิล โอลุงก้า หัวหอกชาวเคนย่า วัย 26 ปี ของคาชิว่า เรย์โซล ที่ตะบันคู่แข่งไปแล้ว 8 ประตู จาก 7 เกม ทิ้งห่างผู้ตามไม่ว่าจะเป็น มูซาชิ ซูซูกิ กองหน้าลูกครึ่งญี่ปุ่น-จาไมกา วัย 26 ปีของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร, มาร์กอส จูเนียร์ แนวรุกชาวบราซิลวัย 27 ปีของโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส, เลอันโดร เปเรย์รา ศูนย์หน้าชาวบราซิล วัย 29 ปี จากซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า, เคียวโกะ ฟุรุฮาชิ กองหน้าดีกรีทีมชาติญี่ปุ่น วัย 25 ปี ของวิสเซล โกเบ ถึง 4 ลูกด้วยกัน

    สำหรับโปรแกรมนัดที่ 8 ที่มีนักเตะไทย จะแข่งขันในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค.63 โดย โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส จะบุกไปเยือน เวกัลตะ เซนได เวลาไทย 16.00 น. ถ่ายทอดสดทางออนไลน์ Siamsport Youtube Channel และ Facebook Siamsport

    ส่วน ชิมิสึ เอสพัลส์จะบุกไปเยือน อูราวะ เรด ไดมอนส์ เวลา 17.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30

    และวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค.63 คอนซาโดเล่ ซัปโปโร จะเปิดบ้านพบกับ วิสเซล โกเบ เวลา 12.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30

ชวนมาอยู่ด้วยดีไหม! “ลอฟเรน” เฟซไทม์ถวิลหาซาลาห์

เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เผยคลิประหว่าง เดยัน ลอฟเรน ที่พูดคุยกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ผ่านเฟซ ไทม์ หลังจากที่ ดาวเตะชาวโครแอต เดินทางมายังดินแดนหมีขาว โดยงานนี้ทั้งคู่ยังคงผูกพัน และแสดงให้เห็นถึงความเป็นคู่ซี้ไม่เสื่อมคลาย
               เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังมากประสบการณ์ ยังคงคิดถึงเพื่อนรัก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกจอมถล่มประตู "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ด้วยการเฟซ ไทม์ ไปหา "บังโม" ในขณะที่กำลังเดินทางไปที่ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ต้นสังกัดใหม่ในประเทศรัสเซีย

              "เดอะ เร้ดส์" ตัดสินใจขาย เซนเตอร์แบ็กชาวโครเอเชีย ให้กับ เซนิต ด้วยสนนราคา 11 ล้านปอนด์ (ราว 418 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่นักเตะอยู่รับใช้ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ เป็นเวลา 6 ปี และประสบความสำเร็จมากมายโดยเฉพาะการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

              แม้ว่าตอนนี้ ดาวเตะวัย 31 ปี ได้เดินทางไปอยู่ในดินแดนหมีขาวแล้ว แต่ความผูกพันระหว่างเขากับ ซาลาห์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคู่ซี้ "หงส์แดง" ยังคงไม่เสื่อมคลาย ล่าสุดทวิตเตอร์ของ เซนิต ได้โพสต์วีดิโอคลิประหว่างทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในขณะที่ ลอฟเรน กำลังนั่งอยู่ในรถ

             บทสนทนาบางส่วนของทั้งคู่ผ่านเฟซ ไทม์ โดย ลอฟเรน กล่าวกับ "บังโม" ว่า "ว้าวว…ทรงผมใหม่เท่ไม่หยอก" ขณะที่ ซาลาห์ ตอบกลับมาว่า "ขอบคุณ ทรงนี้เท่กว่าของนายอีก"

             จากนั้น ดาวเตะรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กล่าวต่อไปว่า "ฉันมาถึงแล้ว และเพิ่งออกจากสนามบิน มีแฟนบอลมาต้อนรับฉันด้วย และฉันยังได้เห็นหมีอยู่ด้านหลังด้วย มันบ้าบอที่สุด ! ฉันก็เลยถามไปว่า -ที่นี่เป็นสวนสัตว์ หรืออะไรกันเนี่ยะ ?- พวกเขาก็ตอบว่า -ไม่มีอะไรต้องกังวล หมีพวกนี้มันเป็นมิตรกับมนุษย์-"

 

“ดานิโล่” หักหน้าฟีฟ่ายกโด้แชมป์3ลีกใหญ่คนเดียว

"ลบแทบไม่ทัน" ดานิโล่ ฟูลแบ็กตัวเก่ง ยูเวนตุส มีอาการเคืองนิดๆ ที่ ฟีฟ่า เชิดชู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักเตะคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา, พรีเมียร์ลีก และ เซเรีย อา เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวก็ทำได้เหมือนกับ "ซีอาร์ 7" แถมยังมีแชมป์ลีกโปรตุเกสอีก 2 สมัยด้วย
              ดานิโล่ กองหลังชาวบราซิเลียน ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส จัดการหักหน้าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่ระบุข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมสังกัด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์ใน 3 ลีกยักษ์ใหญ่ทวีปยุโรป

              โรนัลโด้ เป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญที่ช่วยให้ ยูเว่ ผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่พวกเขาจัดการปราบ "ลา ซามพ์" ซามพ์โดเรีย 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ทัพ "เบียงโคเนรี่" กลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี 9 สมัยติดต่อกัน

               ฟีฟ่า ได้ร่วมด้วยช่วยกันเชิดชู โรนัลโด้ ด้วยการโพสต์ข้อความใน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ยอดฮิตด้วยการระบุว่า กัปตันทีมชาติโปรตุเกส เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา (เรอัล มาดริด) , พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (แมนฯยูไนเต็ด) และ กัลโช่ เซเรีย อา "10 ประตูใน 10 เกมนับตั้งแต่ที่เกมลีกกลับมาแข่งกันต่อ  @SerieA_EN ช่วยให้  @Cristiano เป็นนักเตะที่คว้าแชมป์ลีกทั้งในอังกฤษ, สเปน และ อิตาลี ไม่มีนักเตะคนไหนได้แชมป์ 3 ลีก ประเทศไม่มีความสำคัญเมื่อคุณมาจากดาวดวงอื่น"

               อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จบไม่สวยเมื่อ ดานิโล่ จัดการรีทวิตข้อความของสหพันธ์ลูกหนังโลกพร้อมกับใส่ภาพอีโมจิเป็นรูปขบคิดสงสัย จากกรณีนี้ทำเอา ฟีฟ่า ตั้งสติได้รีบจัดการลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งทันที เนื่องจาก ฟูลแบ็กเลือดแซมบ้า ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้แชมป์ 3 ลีกยักษ์ใหญ่ยุโรปเช่นกัน

               ดาวเตะวัย 29 ปีคว้าแชมป์ ลา ลีกา ร่วมกับ โรนัลโด้ สมัยที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เมื่อปี 2017 และจากนั้นเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการย้ายไปเล่นให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2018 และประสบความสำเร็จกับ "ม้าลาย" นอกจากนี้ ดานิโล ยังได้แชมป์พรีเมียร่า ลีกา โปรตุกีส กับ ปอร์โต้ ในปี 2012 และ 2013

โทรฟี่แรกอาร์เตต้า! 5 ประเด็นร้อนหลังอาร์เซน่อลตบเชลซีซิวเอฟเอ คัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ส่งท้ายฤดูกาล 2019/20 ได้อย่างสวยงามด้วยการผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ หลังแซงเอาชนะ เชลซี ได้สำเร็จพร้อมกับซิวตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้า ถือเป็นเกมที่มีประเด็นร้อนหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักเตะที่ทำประตู, เหล่าแข้งบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งผู้ตัดสิน เรามาดูกันว่าวิเคราะห์กันทีละประเด็นเลย

1.พูลิซิชสร้างประวัติศาสตร์

 

    เป็นวันที่ คริสเตียน พูลิซิช เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องเลวร้าย เขาเป็นคนยิงประตูตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมซึ่งจังหวะนี้มีทั้งความเก่งและความเฮงรวมกัน แนวรุกวัย 21 ปีเป็นคนพาบอลขึ้นหน้าและเริ่มต้นเกมรุกด้วยการจ่ายให้ เมสัน เมาน์ท ทางด้านซ้ายก่อนจะปาดเข้ากลางโดยบอลแฉลบแนวรับของอาร์เซน่อลมาเข้าทาง ชิรูด์ แตะบอลต่อให้กับ พูลิซิช ได้เลี้ยงหลบ คีแรน เทียร์นีย์ หนึ่งจังหวะก่อนซัดประตูเข้าไป

    ประตูนี้ทำให้เขาสร้างสถิติเป็นนักเตะชาวอเมริกันคนแรกที่ยิงประตูในเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ และยังเป็นนักเตะสหรัฐฯคนที่ 3 ที่ลงเล่นในนัดชิงฯ ต่อจาก จอห์น ฮาร์คส์ และ ทิม ฮาวเวิร์ด

    เกมนี้ในจังหวะโอเพ่น เพลย์ พูลิซิช โดดเด่นมากโดยเฉพาะการใช้ความเร็วในการเลี้ยงแหวกแนวรับอาร์เซน่อลซึ่งสร้างปัญหาให้ลูกทีมอาร์เตต้าได้ตลอด แต่โชคร้ายเหลือเกินที่เขาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออกเลยทำให้เกมรุกเชลซีมีประสิทธิภาพน้อยลงมาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากฟอร์มการเล่น ต้องยอมรับว่าเขาเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดของเชลซีในตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย หวังว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะไม่หนักมากและกลับมาพร้อมฟาดแข้งในฤดูกาลหน้า

2.โอบามาเหนือ

 

    โอกาสยิงเข้ากรอบ 2 ครั้งของ โอบาเมย็อง ในเกมนี้เปลี่ยนเป็นสองประตูสุดสำคัญและกลายเป็นกัปตันทีมแอฟริกันคนแรกที่ผงาดแชมป์ เอฟเอ คัพ ไม่แปลกใจที่แฟนอาร์เซน่อลจะบอกว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งของตลาดซัมเมอร์นี้คือการรั้งโอบาเมย็องให้อยู่กับทีมต่อไปให้ได้

    ศูนย์หน้ากาบองพลาดซิวดาวซัลโวในฤดูกาลนี้หลังยิง 22 ประตูตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ แค่ลูกเดียว อย่างไรก็ตามยังถือเป็นซีซั่นที่เขาแสดงศักยภาพการจบสกอร์ให้เห็นต่อเนื่อง ไอเดีย, สเต็ปเท้า และการวิ่งหาพื้นที่ทำให้ อาร์เตต้า พบบทบาทใหม่ของเขานั่นคือการใช้ โอบาเมย็อง เล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย เขาไม่ได้เล่นแบบศูนย์หน้าหมายเลข 9 แต่เขาก็ยังคงทำประตูได้เรื่อยๆ

    แมนฯ ซิตี้ รู้ซึ้งถึงความ “เวิลด์ คลาส” ในการจบสกอร์ของ โอบาเมย็อง แล้วในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา และ นัดชิงชนะเลิศเจ้าตัวก็โชว์ให้เห็นอีกครั้งโดยการชิพข้ามตัวของ กาบาเยโร่ แบบเหนือชั้น อาร์เซน่อล ยังมีระยะทางอีกไกลเพื่อจะกลับไปยังจุดสูงสุดแต่เส้นทางของพวกเขาจะยากขึ้นไปอีกหากไม่สามารถรั้งกองหน้าคนนี้ไว้ได้ อาร์เตต้า คงหวังว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจกับอนาคตของทีมมากขึ้นและตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับทีม

3.โชคร้ายบาดเจ็บทำพิษ

 

    ช่วง 20 นาทีแรกของเกม อาร์เซน่อล เจอความยากลำบากมากทั้งการตกเป็นฝ่ายตามหลังค่อนข้างเร็วและรูปเกมยังเป็นรองอีกต่างหาก ทว่าหลังจากนั้นลูกทีมแฟร้งค์ แลมพาร์ด แผ่วลงไปพอสมควร ขณะที่ทัพ “ปืนใหญ่” เริ่มเป็นฝ่ายตั้งหลักได้และสร้างเกมรุกได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการวางบอลยาวจากแดนหลังขึ้นหน้า สร้างปัญหาให้แนวรุกเชลซรีจนโดนตีเสมอ

        เชลซี พยายามจะดึงโมเมนตัมให้กลับมาอยู่ฝั่งตัวเองแต่โชคร้ายที่มีผู้เล่นสำคัญของพวกเขาดันมาได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายครึ่งแรก นั่นคือกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไม่เพียงเท่านี้ต้นครึ่งหลัง คริสเตียน พูลิซิช แนวรุกที่สร้างปัญหาให้กับอาร์เซน่อลมากที่สุดก็มาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออก

    แถมท้ายเกมในช่วงที่ทีมกำลังหาประตูตีเสมอ ตัวสำรองอย่าง เปโดร โรดริเกซ ที่ลงเล่นให้เชลซีเป็นนัดสุดท้ายก่อนจะย้ายไป โรม่า ก็ต้องเดินออกจากสนามหลังบาดเจ็บที่ไหล่ นี่ยังไม่รวมถึงใบแดงของโควาซิช กองกลางคนสำคัญอีก ถือเป็นเกมที่ เชลซี สะบักสะบอมพอสมควรนอกจากจะชวดแชมป์แล้วยังมีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มอีก

4.ตัดสินค้านสายตา?

 

    อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ส่งผลมากทีเดียวต่อเกมนี้คือผู้ตัดสินและทีมงานวีเออาร์ ซึ่งทางฝั่งเชลซีก็คงมองว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมมากพอ โดยผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้ฟาวล์กับ อาร์เซน่อล ถึง 9 ครั้งในครึ่งแรกแต่ไม่ได้ให้ฟาวล์แก่ “สิงห์บลูส์” เลยสักครั้ง

    ยังมีจังหวะที่ เชลซี เสียจุดโทษจากการที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำฟาวล์ใส่ โอบาเมย็อง ซึ่งจังหวะนี้มีเสียงแตกพอสมควร ตัวอย่างเช่น อดีตนักเตะเชลซีและกูรู บีบีซี อย่าง คริส ซัตตัน มองว่า “โอบาเมย็อง ตั้งใจพุ่งล้มเพื่อเอาจุดโทษ มันเป็นการโกงกันเห็นๆ” ขณะที่ โรเบิร์ต กรีน อดีตนายด่านอังกฤษ เสริมว่า “ผมดูจังหวะนี้หลายครั้ง โอบาเมย็องรอจนกระทั่งเขาอยู่ในเขตโทษและทิ้งตัวล้ม มันเป็นการเล่นที่ฉลาด และมันก็เพียงพอที่จะให้จุดโทษ”

    นอกจากนี้ในครึ่งหลังมีจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากการย่ำใส่ กรานิต ชาคา และเมื่อเช็คภาพช้าแล้วเหมือนจะเป็นทาง โควาซิช เองที่โดนย่ำเสียมากกว่า ซึ่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กล่าวหลังเกมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนของเกมและไม่เห็นด้วยมากๆกับการเสียใบแดง

    คงไม่ต้องพูดถึงจังหวะที่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อลวิ่งออกมารับบอลนอกกรอบเขตโทษซึ่งเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งภาพรีเพลย์ แน่นอนว่าต้องยกให้เครดิตชัยชนะครั้งนี้ให้กับอาร์เซน่อล แต่ผู้ตัดสินและวีเออาร์กลายเป็นประเด็นโจมตีนับไม่ถ้วนแล้วในฤดูกาลนี้ แฟนบอลก็คงหวังว่าจะมีการพัฒนาขึ้นในฤดูกาลนี้

5.แชมป์แรกมาแล้ว

 

    อาร์เซน่อล ยังคงเป็นจ้าวแห่ง เอฟเอ คัพ เช่นเดิมหลังซิวแชมป์สมัยที่ 14 ซึ่งมากที่สุดในเกาะอังกฤษแล้ว หากจะบอกว่าทีมนี้มีสนามเวมบลีย์เป็นบ้านหลังที่สองก็คงไม่ผิดเนื่องจากพวกเขาเข้าชิงเอฟเอ คัพ 7 ครั้งหลังสุดจบลงด้วยชัยชนะของ “ปืนใหญ่” ทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการคว้าแชมป์แรกของ มิเกล อาร์เตต้า ในฐานะกุนซือแบบเต็มตัว ถือเป็นก้าวแรกที่ดีเยี่ยมของนายใหญ่คนนี้ แม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะเจอปัญหารุมเร้าและเจอกับผลการแข่งขันที่ย่ำแย่แต่ อาร์เตต้า ยังเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองพร้อมกับเรียนรู้บทเรียนมากมาย เราได้เห็นผลลัพธ์ของแล้วว่า อาร์เซน่อล กำลังมาถูกทางและการคว้าชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล, แมนฯซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ในฤดูกาลนี้บวกกับ แชมป์เอฟเอ คัพ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากุนซือคนนี้มีแววจะประสบความสำเร็จในอนาคต

    สิ่งที่สำคัญต่อจากนี้คือบอร์ดบริหารต้องสนับสนุน อาร์เตต้า อย่างเต็มที่ในตลาดนักเตะเพื่อสร้างทีมในแบบฉบับของเขา การลดระยะห่างจาก ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย มารอดูกันว่าฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวของ อาร์เตต้า จะทำผลงานเป็นอย่างไร

2 ปีไม่พอ! วิลเลียนปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดเชลซี

ตัวรุกชาวแซมบ้าส่อแววโบกมือลาสิงห์บลู หลังยังปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของสโมสร เพราะต้องการสัญญามากกว่า 2 ปี
วิลเลียน ปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากเชลซี เพราะต้องการสัญญาใหม่มากกว่า 2 ปี ตามรายงานที่ Goal ได้รับ

ตัวรุกบราซิลเลียนจะหมดสัญญากับสิงห์บลู หลังจบเกม ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีม นัดที่สอง กับ บาเยิร์น มิวนิค ในวันเสาร์นี้

หลายคนมองว่า ดาวเตะวัย 31 อาจลงเล่นเกมสุดท้ายในสีเสื้อของเชลซีไปแล้ว หลังเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายจนพลาดนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ และยังไม่รู้ว่าจะฟิตกลับมาทันเกมกับเสือใต้หรือไม่
ล่าสุดมิดฟิลด์ชาวแซมบ้าได้ปฏิเสธสัญญาใหม่ 2 ปีจากทีมไปอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้ออกมายืนยันแล้วว่าเขาต้องการสัญญาใหม่ 3 ปี ท่ามกลางความสนใจจาก อาร์เซนอล ทีมคู่ปรับร่วมเมือง ที่พร้อมเสนอสัญญาดึงเขาไปร่วมทีมในซีซันหน้า

อย่างไรก็ดี วิลเลียนจะชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตออกไปก่อน โดยเขาต้องการพิจารณาทุกข้อเสนอที่ได้รับอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ วิลเลียนย้ายมาเล่นกับสิงห์บลูตั้งแต่ปี 2013 ลงเล่นไป 339 เกม ทำได้ 63 ประตู ช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย

 

ทูเคิลรับต้องพึ่งปาฏิหาริย์เอ็มบัปเป้ฟิตทันบู๊ UCL

กุนซือชาวเยอรมันของเปแอสเช ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสหายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

โทมัส ทูเคิล กุนซือของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่าคงต้องเพิ่งปาฏิหาริย์ให้ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ หายเจ็บลงสนามในเกมชี้ชะตา UCL

แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าหลังโดน โลอิค แปร์แร็ง กองหลังของ แซงต์ เอเตียน เสียบในจังหวะที่กำลังจะแตะบอลเข้าหาเขตโทษ จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

โดยเบื้องต้น เอ็มบัปเป้ ต้องพักราว 3 สัปดาห์ ซึ่งทำให้หมดสิทธิ์ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเฟร้นช์ ลีก คัพ ที่จะพบกับโอลิมปิก คืนวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม รวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีม ที่จะพบกับอตาลันต้า คืนวันพุธที่ 12 สิงหาคมค่อนข้างแน่นอนแล้ว

"มันจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญกับเรามาก แต่ผมหวังว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาได้" ทูเคิล เผย

"เรรายังหวังแบบนั้น (เอ็มบัปเป้หายทันเจออตาลันต้า) แต่โอกาสมันน้อยมาก ๆ ในทุก ๆ วันที่ผานไปเหมือนรอคอยปาฏิหาริย์ แต่วันพรุ่งนี้เราต้องปรับตัวกับทีมที่ไม่มีคิลิยัน"

ประหยัดค่าเหนื่อย! แมนยูยิ้ม “อเล็กซิส” พร้อมฉีกสัญญาเพื่อซบอินเตอร์

สื่ออิตาลี รายงาน อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอกจอมเก๋า พร้อมฉีกสัญญาที่เหลืออยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อจะได้ย้ายไปเล่นแบบไม่มีค่าตัวกับ อินเตอร์ มิลาน หลังนักเตะทำผลงานดีเยี่ยมในช่วงที่เล่นยืมตัวกับ "งูใหญ่" ด้าน "ผีแดง" ยินดีไม่มีปัญหาเพราะจะทำให้พวกเขาประหยัดเงินได้ถึง 60 ล้านยูโร
               อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าชาวชิลี เตรียมย้ายไปเล่นกับ อินเตอร์ มิลาน ถาวรในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่เจ้าตัวพร้อมฉีกสัญญากับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  จากการเปิดเผยของ สกาย สปอร์ตส์ อิตาเลีย สื่อชั้นนำในประเทศอิตาลี

              หัวหอกมากประสบการณ์ ไม่ประสบความสำเร็จกับการเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2018 และสุดท้ายถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับทัพ "งูใหญ่" ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยนักเตะทำผลงานได้น่าประทับใจทำให้ อินเตอร์ อยากจะเซ็นสัญญาถาวร

              ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะขาย ซานเชซ ให้กับ "เนรัซซูรี่" ด้วยสนนราคาเพียงแค่ 15 ล้านยูโร (ราว 525 ล้านบาท) แต่ล่าสุด สกาย สปอร์ตส์ อิตาเลีย ระบุว่า อินเตอร์ ไม่ต้องจ่ายเงินให้กับ "เร้ด เดวิลส์" เพราะนักเตะยินดีจะยกเลิกสัญญาที่เหลืออยู่กับยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟ อร์ด

              นอกจากนี้ ซานเชซ ได้จัดการสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญากับอินเตอร์ เป็นเวลา 3 ปี พร้อมรับค่าเหนื่อย 7 ล้านยูโร (ราว 245 ล้านบาท) ต่อซีซั่น โดยงานนี้นักเตะยินดีไม่มีปัญหาที่จะลดค่าเหนื่อยของตัวเองที่เคยได้ 20.23 ล้านยูโร (ราว 708 ล้านบาท) ต่อซีซั่นที่ได้รับจาก แมนฯ ยูไนเต็ด

            สำหรับการฉีกสัญญากับ อดีตสตาร์ บาร์เซโลน่า และ อาร์เซน่อล ซึ่งลงสนามให้ อินเตอร์ 29 เกมซัดไป 4 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ จากทุกรายการ ในครั้งนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยินดีไม่มีปัญหาแน่นอน เนื่องจากจะทำให้พวกเขาสามารถประหยัดเงินได้ถึง 60 ล้านยูโร (ราว 2,100 ล้านบาท)

ทางการ! ไบรท์ตันคอนเฟิร์มซิวลัลลานาร่วมทัพ

อดัม ลัลลานา อดีตแข้งดัง ลิเวอร์พูล เปิดตัวกับต้นสังกัดใหม่อย่าง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เรียบร้อย พร้อมเผยหมายเลขเสื้อด้วย
     ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน สโมสรลูกหนังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยัน เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการคว้าตัว อดัม ลัลลานา กองกลางจอมเทคนิคเลือดผู้ดี มาร่วมทัพเรียบร้อย ภายใต้สัญญา 3 ปี

     ดาวเตะวัย 32 ปี ย้ายร่วมทัพ "เดอะ ซีกัลล์ส" แบบไร้ค่าตัว พร้อมกับได้สวมเสื้อหมายเลข 14 หลังจากที่หมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล ที่ซึ่งเจ้าตัวประสบความสำเร็จอย่างมากมายตลอดช่วง 12 เดือนหลัง กับการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และล่าสุด พรีเมียร์ลีก

 "ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยกับเรื่องคุณภาพฝีเท้าของ อดัม ซึ่งทุกคนก็คงจะได้รู้อย่างชัดเจน หากได้ดูประวัติการเล่นฟุตบอลของเขา" เกรแฮม พ็อตเตอร์ ผู้จัดการทีม ไบรท์ตัน กล่าว "เขาผ่านการเล่นในระดับสูงสุดมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นระดับสโมสรหรือทีมชาติ อดัม ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับพวกเรา และผมก็มั่นใจว่า แฟนๆ ต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นเขาลงเล่น เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง"

     ทั้งนี้ ลัลลานา ลงเล่นให้ "หงส์แดง" ไปทั้งสิ้น 178 นัด ทำได้ 22 ประตู นอกจากนี้ยังมีสถิติรับใช้ทีมชาติอังกฤษ 34 นัด ทำได้ 3 ประตู